General Information United Kingdom

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับประเทศอังกฤษ

ประเทศสหราชอาณาจักร (United Kingdom) หรือ ที่รู้จักกันในนามของประเทศอังกฤษ ประเทศซึ่งมีความเจริญทั้ง ทางด้านวัฒนธรรม อุตสาหกรรม การศึกษา อีกทั้งยังมีภูมิประเทศอันสวยงาม ตลอดจนความงามของบ้านเรือนจนถึงปราสาทพระราชวัง พื้นที่ของ UK ประกอบไปด้วย 4 ส่วน คือ อังกฤษ (England) สก๊อตแลนด์ (Scotland) เวลส์ (Wales) และ ไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland)

United Kingdom Map
 

โดยพื้นที่ 3 ส่วนคือ อังกฤษ สก๊อตแลนด์ และ เวลส์ ตั้งอยู่บนเกาะเดียวกัน และ รวมเรียกว่า เกรท บริเทน (Great Britian) ส่วนไอร์แลนด์เหนืออยู่แยกออกไป โดยมีทะเลไอริชขั้นอยู่

แม้ว่าประเทศอังกฤษจะมีขนาดเล็ก แต่ลักษณะของภูมิประเทศในแต่ละส่วนจะแตกต่างกันออกไป โดยส่วนใหญ่บริเวณแถบด้านเหนือ และตะวันตกของประเทศจะประกอบไปด้วยภูเขาสูง ทางด้านใต้และตะวันออกพื้นที่จะราบ ในส่วนของเกรทบริเทน (Great Britian) ได้ถูกแบ่งเขตออกเป็น 14 เขตโดยมีเมืองหลวงคือ มหานครลอนดอน

  1. Cumbria ได้แก่เมือง Keswick
  2. East Anglia ได้แก่เมือง Cambridge, Clacton, Clochester, Norwich, Old Harlow
  3. East Midlands ได้แก่เมือง Leicester, Nottingham
  4. Heart of England ได้แก่เมือง Cheltenham, Coventry, Shrewshury
  5. Greater London ได้แก่เมือง Beckenham, London, Richmond, Wimbledon
  6. Northumbria ได้แก่เมือง Durham, Newcastle Upon Tyne
  7. North West ได้แก่เมือง Chester, Manchester
  8. Scotland ได้แก่ Aberdeen, Dundee, Manchester
  9. South ได้แก่ Bournemouth, Portsmouth, Southampton
  10. South East ได้แก่ Brighton / Hove, Canterbury, Eastbourne, Folkstone, Hasting, Rent
  11. Thames and Chilterns ได้แก่ Oxford, Reading, Windsor
  12. Wales ได้แก่ Aberystwyth, Cardiff, Swansea
  13. West Country ได้แก่ Bath, Bristol, Exeter, Exmouth, Sidmouth
  14. Yorkshire and Humberside ได้แก่ Harrogate, Leeds, Scarborugh

เมืองต่างๆในประเทศอังกฤษ

เมืองเคมบริดจ์ (Cambridge)

อยู่ห่างไปทางเหนือของเมืองลอนดอนประมาณ 50 ไมล์ เมืองเคมบริดจ์เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในเรื่องอาคารประวัติศาสตร์และการเรียนการสอน เมืองนี้มีนักท่องเที่ยวจากต่างเมืองมากมาย เพราะความที่เป็นเมืองที่สวยงามในหลายด้าน เช่น สนามหญ้าอันกว้างใหญ่ สะพาน และถนนริมแม่น้ำแคมป์ที่โชว์สถาปัตย์อันสวยงาม เมืองเคมบริดจ์ได้รับการก่อตั้งโดยชาวโรแมน เสซัน และนอร์แมน เป็นเมืองที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 900 ปีมานี้ เป็นเมืองการค้าระหว่างภาคตะวันออกและภาคกลางของอังกฤษ และยังเป็นศูนย์กลางการสอนสำหรับนักเรียนทุนจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยในศตวรรษที่ 13 มหาวิทยาลัยได้เกิดขึ้นที่นี่

วิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดได้รับการจัดตั้งขึ้นโดยท่านบิซอพออฟอีฟในปี ค.ศ. 1284 โดยวิทยาลัยอื่น ๆ ได้รับการจัดตั้งขึ้นโดยมีความแตกต่างของสถาปัตย์ในแต่ละยุคตลอด 700 ปีที่ผ่านมา วิทยาลัยที่เก่าแก่แก่ที่สุดได้รับการจัดตั้งขึ้นในใจกลางเมือง โดยอยู่ในบริเวณที่สามารถเดินทางถึงกันได้อย่างสะดวก นักท่องเที่ยวสามารถเดินเข้าไปในสนามหญ้าของวิทยาลัย โบสถ์ และสวนสาธารณะต่าง ๆ ในเกือบทุกช่วงเวลาของปีโดยนักท่องเที่ยวที่ถนนวิวเลอร์สำหรับการนำเที่ยว โดยปัจจุบันนี้วิทยาลัย 31 แห่ง ของมหาวิทยาลัย เคมบริดจ์ ที่มีชื่อเสียงเช่น ควีนส์ ทรินีตี้ แม็คเดลีน เซนต์จอห์น แคร์ จีซัส แอมเมเนอ คิงส์ เป็นต้น

โบถส์ของวิทยาลัยคิงส์เป็นสถานที่ที่สวยงามมาก โดยใช้สถาปัตย์แบบเปอร์เปนกิคูเลอร์ การตกแต่งภายในเป็นไปตามยุคศตวรรษที่ 16 โดยใช้กระจกหลากสี เพดานแบบโกติกโบสถ์นี้เป็นวิวที่ดีที่สุดจากแม่น้ำ จากทางเดินและสวนริมฝั่งแม่น้ำแคมป์

เมืองนี้เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรม มีพิพิธภัณฑ์ที่สะสมของแปลก ๆ มากมาย รวมถึงการสะสมของสมัยอียิปเทียน กรีส และโรมัน และเครื่องถ้วยชามของอังกฤษ ภาพวาดโดยติเตียน เกส์เบอร์ โฮการส์ และเทอร์เนอร์

เมืองแคนเทอร์เบอร์รี่ (Canterbury)

เมืองนี้อยู่ห่างจากนครหลวงลอนดอนไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 60 ไมล์ เป็นเมืองที่สวยงามและใช้เป็นเส้นทางผ่านไปยังประเทศยุโรปใต้

เมืองแคนเทอร์เบอร์รี่เป็นเมืองที่นักเดินทางในหลายศตวรรษรู้จักกันว่าเป็นเมืองที่มีโบถส์สำคัญ ซึ่งมีลักษณะพิเศษ ศิลปแบบยุคกลางโดยมีกระจกที่มีสีสันและใต้ถุนโบสถ์สร้างแบบนอร์แมน รอบ ๆ บริเวณโบสถ์เป็นถนนที่เงียบสงบ ซึ่งเป็นที่นักท่องเที่ยวทุกรุ่นทุกวัยให้ความสนใจมาเที่ยวชม และศูนย์การค้าที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในเขตตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีร้านค้าขนาดใหญ่เล็กขายสินค้าที่มีคุณภาพสูง

แหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ อยู่ในบริเวณที่สามารถเดินถึงกันได้จากโบสถ์ บรรยากาศของเมืองทำให้ดูเหมือนเป็นโลกของยุคศตวรรษที่ 14 ซึ่งมีพัพิธภัณฑ์ของเมืองที่เก่าแก่ บ้านไม้และตึกในยุคกลางริมฝั่งแม่น้ำสเตอร์พิพิธภัณฑ์ที่ได้รับรางวัลดีเยี่ยมในด้านการใช้คอมพิวเตอร์ แสงสีเสียง

ศูนย์กลางเมืองให้บรรยากาศที่ดีตลอดรวมถึงสถานที่ให้เลือกสำหรับรับประทานเช่นภัตตาคาร บาร์ นักท่องเที่ยวจะได้รับความบันเทิงในบรรยากาศที่สวยงามของถนนที่มีทั้งการแสดงดนตรี การแสดงงานศิลปะและการแสดงคอนเสิร์ตจะมีอยู่สม่ำเสมอในโบสถ์ นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเยี่ยมชมเมืองได้หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการเดินชมเมือง การนั่งรถม้า หรือการล่องเรือ

เมืองบริสทอล (Bristol)

เป็นเมืองประวัติศาสตร์เมืองหนึ่งที่สำคัญของสหราชอาณาจักร อยู่ห่างจากลอนดอนทางตะวันตกประมาณ 120 ไมล์ เมืองนี้เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเขตตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษมีชื่อเสียงในเรื่องโรงภาพยนต์สำหรับราชวงค์ เป็นนครแห่งเอวอน เมืองบริสทอลมีสะพานแขวนที่สวยงามชื่อบรูเนล ในปัจจุบันนี้เมืองนี้เป็นเมืองสำคัญสำหรับการใช้จ่ายซื้อของในย่านตะวันตกของอังกฤษ มีคลังสินค้าที่สำคัญเป็นที่ตั้งของบริษัทเซอร์รี่ซึ่งมีสินค้าลือชื่อทั่วโลก คือ ครีมบริสทอล

ห่างออกไปจากแม่น้ำเอวอนท่านจะได้พบกับสะพานที่เก่าที่สุดของสหราชอาณาจักร ย่านคอทล์โวลด์ เป็นที่ที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ความงามจากธรรมชาติ โดยเฉพาะหินปูนที่มีสีคล้ายน้ำผึ้ง ใกล้กับเมืองทางตอนใต้มีทะเลสาบที่ได้รับการสร้างขึ้นชื่อ ชิวเวลลี่และแบคดอน ที่นี่เป็นที่ซึ่งเหมาะสำหรับการตกปลา พายเรือ ปิกนิค และชมนก นอกจากนี้ยังมีสถานที่พักผ่อนที่สวยงามชื่อ เสท์ทันซูเปอร์ แมร์

เมืองบอร์นมัธ (Bournemouth)

เมืองบอร์นมัธ เป็นเมืองที่แสดงความเป็นปัจจุบันของอังกฤษ เมืองใหญ่และเมืองน่าอยู่แห่งหนึ่งในอังกฤษ ตลอดจนเป็นเมืองที่มีรีสอร์ทชายฝั่งทะเลที่มีชื่อเสียง นอกจากนี้ยังเป็นเมืองที่มีลักษณะพิเศษและมีรูปแบบเป็นของตนเอง เป็นศูนย์กลางที่มีหลายชาติหลายภาษา และประชากรที่เติบโตอย่างรวดเร็วถึง 150,000 คน เป็นเมืองที่ไม่เป็นธุรกิจเกินไป แต่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยว มีอากาศอบอุ่นตลอดทั้งปี ตลอดจนอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการพักผ่อนที่มีมากมาย จนทำให้มีมาตรฐานการครองชีพที่ดี และวัฒนธรรมตามแบบชาวอังกฤษที่ทำให้เมืองนี้เป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมเยียนในฐานะของนักเรียน นักท่องเที่ยวหรือนักธุรกิจ

เมืองนี้เริ่มเติบโตขึ้นในช่วงปลาย ค.ศ. 1800 โดยการรับรองและแนะนำของควีนส์วิคตอเรียซึ่งได้มีการวางผังเมืองอย่างดีโดยรวมสวนสาธารณะเปิด สวนดอกไม้ที่ได้รับอิทธิพลแบบวิคตอเรียน จึงทำให้เมืองมีลักษณะของธรรมชาติอยุ่ใกล้กับแหล่งชุมชนสำหรับผู้ที่ต้องการท่องเที่ยว นอกเมืองลอนดอน เมืองบอร์นมัธเป็นเมืองที่ท่านจะสามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นได้โดยอยู่ห่างจากเมืองลอนดอนใช้เวลาเดินทางโดยรถไฟและรถยนต์ประมาณ 2 ชั่วโมง แหล่งบันเทิงต่าง ๆ ในเมืองนี้มีมากมายที่ท่านจะเลือกสรรตลอดทั้งปี นักท่องเที่ยวสามารถสนุกสนานกับคอนเสิร์ตจากวงออเคสต้าซิมโฟนี่ของเมืองบอร์นมัทส์ไว้ในทัวร์สหราชอาณาจักรในช่วงฤดูร้อนโรงภาพยนต์ทั้ง 4 โรงจะเปิดการแสดงทุกวัน รวมถึงการแสดงในโรงแรมไนท์คลับ 20 แห่ง คาสิโน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถมีโปรแกรมที่แตกต่างกันไป นักท่องเที่ยวสามารถเลือกภัตตาคารที่มีอาหารให้เลือกมากมายจากทุกมุมโลก

ท่านจะพบกับร้านค้าชั้นนำใจกลางเมือง รวมทั้งห้างสรรพสินค้าชั้นนำ สำหรับของขวัญของฝากกระทั่งห้างบูติคเล็ก ๆ เป็นสถานที่เพลิดเพลินที่น่าสนใจสำหรับเวลากลางวัน หรือแม้แต่ยามค่ำคืน โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนร้านบางร้านจะเปิดจนถึงสามทุ่มในวันพฤหัสบดี

นอกจากนี้ในเมืองบอร์นมัธยังเป็นสวรรค์สำหรับนักกีฬาเพราะมีให้เลือกมากมายมีสนามกอล์ฟใหญ่ ๆ 2 แห่งในเมืองและอีกหลายแห่งนอกเมือง ซึ่งเป็นสนามกอล์ฟที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในสหราชอาณาจักร ตามริมชายฝั่งทะเลจะมีกีฬาทางน้ำที่น่าสนใจรวมทั้งมีอุปกรณ์ให้เช่าด้วยในเมืองยังมีสนามกีฬาอีกหลายแห่ง เช่น เทนนิส สค๊วอต์ โบว์ลิ่ง สเก็ตน้ำแข็ง ซึ่งเมืองบอร์นมัธยังเป็นเมืองที่มีทิวทัศน์งดงามและปราศจากมลพิษแห่งหนึ่งในเขตทางตอนใต้ของประเทศอังกฤษ

เมืองบาธ (Bath)

เมืองบาธ เป็นเมืองที่สวยงามที่สุดเมืองหนึ่งของสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ยังเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกด้วย ตั้งอยู่ที่ทุ่งหญ้าเอวอนที่เขียวชอุ่ม เมืองนี้ได้รับการเฉลิมฉลองให้เป็นเมืองที่มีความสวยงามในเรื่องบรรยากาศ แต่อย่างไรก็ตาม เมืองบาธยังเป็นเจ้าของบ่อน้ำพุร้อนมากกว่า 4 ล้านลิตรและมีความเข้มข้นของแร่ในอุณหภูมิ 46.5 องศาเซนติเกรด สิ่งนี้นี่เองที่ทำให้ชาวโรมันสรางวัดที่มีความสำคัญและอ่างน้ำที่นี่ ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวชมความเก่าแก่ 2,000 ปี เมืองนี้อยู่ห่างไปทางตะวันตกของลอนดอนประมาณ 100 ไมล์ สามารถเดินทางจากลอนดอนได้ทั้งทางรถยนต์และรถไฟ

ในยุคต้นศตวรรษที่ 18 รัสอร์ทขนาดเล็กยุคกลางได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของยุโรป นักสถาปัตย์และนักออกแบบได้สร้างทางเดินในเมืองจากหินสีทองที่ได้รับการเคลื่อนย้ายจากหุบเขาใกล้เคียง เมืองบาธเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่เหมาะสำหรับการพักผ่อน ในเมืองประกอบด้วยคาเฟ่ ภัตตาคาร แกลลอรี่ ร้านค้าของเก่า ซึ่งสามารถเดินชมได้เป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังใช้เวลาเยี่ยมชมสวนโดยการล่องเรือในแม่น้ำ เมืองบาธนี้ ปกคลุมด้วยสวนที่สวยงาม

นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในเมือง เช่น พิพิธภัณฑ์เครื่องแต่งกาย พิพิธภัณฑ์ศิลป์ มีทางเลือกหลายแห่งในการชมวิว เช่น การเดินขึ้นไปบนทิวเขาใกล้ ๆ เมืองเป็นจุดที่ดีที่ทำให้ท่านสามารถเห็นวิวของเมืองและอ่างน้ำสมัยจอร์เจียนไม่ว่าท่านจะมาเพื่อเยี่ยมชมเมือง หรือประวัติศาสตร์ของเมือง ท่านจะได้รับประสบการณืที่ไม่อาจลืมเลือน

เมืองเบอร์มิงแฮม (Birmingham)

เมืองเบอร์มิงแฮมเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดอยู่ใจกลางประเทศอังกฤษเป็นเมืองที่แวดล้อมไปด้วยประวัติศาสตร์ หมู่บ้านที่สวยงามเหมือนภาพวาด เมืองนี้มีแหล่งบันเทิงต่าง ๆ เช่น การแสดงดนตรี ภาพยนตร์ กีฬา โรงแรมที่ดีเยี่ยม และการต้อนรับที่อบอุ่น ตลาดการค้าตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 12 ที่เมืองเบอร์มิงแฮมเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและธุรกิจที่สำคัญที่ซึ่งจะเฉลิมฉลองเป็นปีอุตสาหกรรมของสหราชอาณาจักรในปี ค.ศ. 1993 เมืองนี้อยู่ห่างไปทางตะวันตกเฉียงเหนอของลอนดอนประมาณ 110 ไมล์ มีการคมนาคมที่ดีทั้งทาง อากาศ รถไฟและทางรถยนต์ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ที่มีวิวัฒนาการทางอุตสาหกรรมเมืองเบอร์มิงแฮมได้กลายเป็นเมืองหลักทางกาาค้าของภาคกลางของสหราชอาณาจักร และยังเป็นโลกแห่งประดิษฐ์กรรมที่สำคัญเช่น เครื่องประดับ ปืน ดาบ และกระดุมเป็นต้น

นักประดิษฐ์และคิดค้นของเบอร์มิงแฮมที่ยิ่งใหญ่เช่น Matthew Boulton นักอุตสาหกรรมและหุ้นส่วนของเขา James Watt ซึ่งใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในการพัฒนาที่นี่ รวมทั้ง John Baskervile ซึ่งเป็นช่างพิมพ์ ซึ่งสถานที่ที่เป็นที่ระลึกแก่นักประดิษฐ์เหล่านี้ยังคงอยู่ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้น อนุสาวรีย์ หรืออาคาร ที่ทำการได้เก็บรักษาไว้ หรือโบสถ์เซนส์พอลล์ที่โชว์เครื่องประดับเพชรพลอยเหล่านี้ยังคงอยู่ ซึ่งท่านสามารถเห็นได้ และเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ท่านศึกษาได้

เมืองนี้ยังเป็นเมืองหลักในการผลิตเครื่องดื่มและอาหารช็อคโกแล๊ต Canbury ซึ่งในปัจจุบันนี้ ท่านสามารถเยี่ยมชมโลกของ Canbury และประวัติศาสตร์ของช็อคโกแลตได้ รถยนต์ และอุปกรณ์เครื่องยนต์ ซึ่งมีการผลิตที่นี่เริ่มตั้งแต่การค้นพบโรงงานของกลุ่มโรเวอร์ พิพิธภัณฑ์รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ รถไฟ และเครื่องบินควีนวิคตอเรียได้ประกาศให้เบอร์มิงแฮมเป็นเมืองทางการค้าที่สำคัญเช่น ศูนย์การแสดงนานาชาติ

เมืองนี้มีมหาวิทยาลัยที่ดรเยี่ยม 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมที่เก่าแก่ และมหาวิทยาลัยแอสตันที่ใหม่กว่า ทำให้เมืองเบอร์มิงแฮมเป็นเมืองที่สำคัญในด้านการศึกษาด้วย

เมืองไบร์ทตันและโฮบว์ (Brighton and Hove)

เมืองสองเมืองนี้เป็นเมืองรีสอร์ทขนาดกลางของสหราชอาณาจักรอนยุ่ห่างจากเมืองลอนดอนเพียงหนึ่งชั่วโมง อยู่ทางชายฝั่งทางใต้ของลอนดอนในทางประวัติศาสตร์จุดนี้จะเป็นเมืองหน้าด่านทางทะเล เมืองที่รวมวัฒนธรรมและแหล่งบันเทิงต่างๆ ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับการใช้ชีวิตในวันหยุดของชาวอังกฤษ

เมืองไบร์ทตันเป็นเมืองที่ได้รับความเจริญรุ่งเรืองมากเมื่อเจ้าชายจากแคว้นเวลล์หรือเจ้าชายรีเจนท์สร้างพระราชวังฤดูร้อนขนาดใหญ่กลางเมือง ซึ่งต่อมาเป็นศูนย์กลางของความสนุกสนานความใหญ่โตโอ่อ่า และแหล่งบันเทิงของเมืองซึ่งหลังจากนั้นเพื่อนและญาติของเจ้าชายได้ติดตามมาสร้างรีสอร์ทที่สวยงามแบบรีเจนซี่ และแบบจอร์เจียน ซึ่งเป็นผลแห่งความรักเมืองไบร์ทตัน

พระราชวัง The Royal Pavilion ของเจ้าชายรีเจท์ได้รับการสร้างสมบูรณ์แบบในปี ค.ศ. 1822 ซึ่งผสมผสานอิทธิพลแบบอินเดียและโอเรียลเต็ล ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากในทัศนะของชาวอังกฤษ นอกจากจะมีชื่อเสียงในด้านของความหลากหลายในด้านเชื้อชาติ เมืองนี้ยังเป็นเมืองหน้าด่านทางทะเล และยังมีถนนริมหาดเหมาะสำหรับการเดินเล่น ท่าเรือสมัยวิคตอเรียนก็เป็นสัญลักษณ์ของชาวบริทิช เช่น สวนสนุก นักทำนายโชคชะตา

เมืองไบร์ทตันและเมืองโฮบว์ยังเป็นเมืองที่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ร้านค้า ร้านบูติค และตลาดรอบถนน นอกจากนี้ยังมีร้านค้าที่ขายสิ่งของแปลก ๆ และหาได้ยากโดยร้านค้าพิเศษเหล่านี้อยู่ในแหล่าที่เรียกว่า ?Lanes? ซึ่งนักท่องเที่ยวจะพบทางเดินที่เป็นอิฐแดงตามทางแคบ ๆ สมัยศตวรรษที่ 18 ซึ่งร้านค้าเหล่านี้จะมีร้านขายของเก่าโบราณ ของแปลก ๆ พิเศษ เครื่องหอม และบูติค

เมืองทั้งสองนี้เป็นศูนย์กลางการบันเทิงในชายฝั่งทางใต้ ซึ่งจะมีกิจกรรมตลอดปี มีโรงภาพยนต์ขนาดใหญ่ 4 โรง โดยโรงภาพยนต์แบบจอร์เจียนจะฉายภาพยนต์แบบทางลอนดอนตะวันตก ไปจนถึงศูนย์แสดงกลางเมืองไบร์ทตันที่ทันสมัยมีการแสดงสเก็ตน้ำแข็ง ร็อคโชว์ และกลุ่มพวกป๊อปมิวสิค การแสดงดนตรี แจส โฟ็ค ละคร และคาบาร์เรต์ ยังสามารถหาชมได้ในบริเวณเมืองไบร์ทตันและโฮบว์ เหตุการณ์ทางศิลป์ที่ยิ่งใหญ่ของสหราชอาณาจักรคืองานแสดงเดือนพฤษภาคมที่เมืองไบร์ทตัน ที่จะมีช่างศิลป์ที่มีชื่อเสียงจากทุกมุมโลก

เมืองแมนเชสเตอร์ (Manchester)

เมืองแมนเชสเตอร์ตั้งอยู่ใจกลางของประเทศอังกฤษ อาณาจักรทางตอนเหนือ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ระหว่างสาปในเขตตะวันตก และยอดเขาในเขตยอร์คชาย์ เมืองนี้เป็นเมืองที่น่าสนใจ แต่ไม่เป็นที่รฦู้จักมากนักในสายตาของนักท่องเที่ยวใจกลางเมืองประกอบด้วย โรงภาพยนต์ แกลลอรี่ ไนต์คลับ และเป็นศูนย์กลางทางวัฒนะรรมสำหรับเยาวชนในสหราชอาณาจักร มีชื่อเสียงมากเกี่ยวกับวิวัฒนาการทางด้านดนตรี เมืองแมนเชสเตอร์ยังเป็นศูนย์กลางทางการละครสำหรับสหราชอาณาจักร

นอกจากนี้เมืองแมนเชสเตอร์ยังเข้าชิงชัยสำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิคในปี 2000 ในเดือนมีนาคม 2536 ที่ผ่านมานี้ สนามบิน แมนเชสเตอร์ได้เปิดท่าอากาศยานแห่งที่สองเพื่อรองรับสายการบินจากชาติต่าง ๆ ที่จะบินตรงมาที่เมืองนี้ ปัจจุบันนี้ทางรถไฟแห่งใหม่ได้เชื่อมโยงทางรถไฟนานาชาติ ทำให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสะบายในการเดินทางมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันนี้การเดินทางโดยรถไฟระหว่างเมืองเมนเชสเตอร์และเมืองสำคัญอื่น ๆ ก็มีเป็นประจำทุกวัน สถานีรถไฟสองแห่งที่สำคัญในเมือง คือ วิคทิเรีย และพิคคาดิลี่ ก็มีบริการรถไฟทุกวัน ปัจจุบันนี้เมืองแมนเชสเตอร์ บนถนนทุกสายในเมืองจะมีแหล่งบันเทิงต่าง ๆ และโครงการที่จะจัดให้มีการแสดงละครที่น่าตื่นตาตื่นใจ การแสดงเกี่ยวกับการเดินเรือ เช่นเดียวกับการแสดงระบบการเดินทางโดยรถรางของเมือง การแสดงภาพยนตร์นานาชาติ และยังมีการแข่งขันอาหารจากชาติต่าง ๆ ชิงรางวัล

ท่านสามารถเยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆ ได้เช่น เยี่ยมชมโลกของทีวีที่ซึ่งสามารถทดลองการแสดงผู้ประกาศทางทีวี เยี่ยมชมการแสดงละคร นั่งชมภาพยนตร์สำหรับอนาคต ซึ่งที่นั่งจะเคลื่อนไหวไปมาระหว่างการแสดง นอกจากนี้เมืองแมนเชสเตอร์ยังมีกีฬาที่ขึ้นชื่อมากคือการแข่งม้า กีฬาทางน้ำ คริกเกต รักบี้ การขี้จักรยาน ฟุตบอล โดยเมืองนี้เป็นบ้านของทีมฟุตบอลที่โด่งดังคือทีม Manchester United

เมืองลอนดอน (London)

เมืองลอนดอนเป็นเมืองหลวงของสหราชอาณาจักรเป็นเมืองที่น่าสนใจเมืองหนึ่งของโลก โดยมีสิ่งที่น่าดูน่าชมมากมาย ซึ่งมีชื่อเสียงก้องโลกไม่ว่าจะเป็นสถานที่สำหรับทัศนศึกษา สถานที่จับจ่ายซื้อของแหล่งบันเทิงและชีวิตกลางคืน เมืองลอนดอนมีสถานที่ที่มีชื่อเสียงมาก เช่น รัฐสภา หอนาฬิกาบิกเบน วงเวียนพิคาดิลี่ สีแยกทาเฟลกา ชื่อสถานที่เหล่านี้เป็นแหล่งที่มีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมมากเพราะมีสถานที่ เช่น พระราชวังบัคกิงแฮมมอลล์ และหอคอยลอนดอนตั้งอยู่ แต่อย่างไรก็ตามมหานครลอนดอนยังเหมือนเมืองหลวงของโลกที่ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงและค้นพบเกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญที่แสดงให้เห็นคืออาคาร Lioyd ซึ่งเป็นที่ตั้งของตลาดการเงิน นครแห่งอนาคตและดินแดนที่มีการพัฒนาแหล่งน้ำที่ย่านท่าเรือ แหล่งที่มีการจับจ่ายซื้อของแถบท่าเรือโทแบบโค ย่านโชว์ศิลปเฮย์ ที่ท่านสามารถจะพบร้านอาหาร เครื่องดื่มและแหล่งบันเทิงต่าง ๆ ซึ่งทำให้ย่านนี้มีสีสันมากขึ้น ท่านจะสามารถพบกับร้านค้าที่มีความพิเศษในคลังสินค้าของท่าเรือ บัทเลอร์ ที่ซึ่งมีพิพิธภัฑณ์ดีไซน์ซึ่งเป็นแหล่งทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจแห่งหนึ่งโดยรวบรวมความแตกต่างในด้านการออกแบบจากยุค 1927 ถึงสมัยใหม่ นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัฑณ์ถ้วยกาแฟและน้ำชา ซึ่งได้บอกถึงความเป็นหนึ่งเดียวของน้ำชาและกาแฟที่มีผลต่อวัฒนธรรม สังคม และด้านเศรษฐกิจของยุโรป การเดินทางไปถึงท่าเรือนี้โดยทางรถบัส ที่วิ่งระหว่างอ่าวเชลซีและท่าแชริ่งคอรส์

การเดินทางในลอนดอน

การเดินทางในเมืองหลวงไม่เป็นที่น่าลำบากเลย ในนครลอนดอนท่านสามารถเดินทางโดยรถบัสสีแดงสองชั้นที่มีชื่อเสียงสำหรับซึ่งสามารถนำท่านไปถึงเกือบทุกที่ในมหานครลอนดอน และท่านสามารถได้ชมทัศนียภาพของเมืองด้วย ถ้าท่านอยู่ในภาวะที่เร่งรีบการใช้รถไฟใต้ดินจะเป็นทางออกที่ดี

นอกจากนี้แท็กซี่สีดำยังเป็นที่นิยมไม่แพ้รถบัส ซึ่งท่านสามารถเรียกโดยโทรศัพท์หรือเรียกตามถนน รถแท็กซี่มีสัญญาณสีเหลือง For-Hire หรือ Taxi ขึ้นที่หน้ารถ ท่านควรพยายามหลีกเลี่ยงในการเรียกรถแท็กซี่ในช่วงที่รถติด เพราะท่านจะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มทั้งในช่วงเร่งด่วนและค่ามิเตอร์สำกรับระยะทาง

อีกทางหนึ่งในการเดินทางไปลอนดอนคือการเดินทางโดยทางน้ำ การล่องเรือในแม่น้ำเทมส์ไม่ว่าจะโดยเรือท่องเที่ยวหรือเรือเมล์ให้ความเพลิดเพลินในการชมเมืองหลวง

เมืองอดินเบอเระ (Edinburgh)

เมืองอดินเบอเระ เป็นเมืองหลวงของสก็อตแลนด์ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองลอนดอนไปทางเหนือ 630 กิโลเมตร เป็นเมืองที่สำคัญโดยสามารถเดินทางถึงโดยทางเครื่องบิน รถยนต์ และรถไฟ โดยใช้เวลาจากลอนดอนประมาณ 4 ชั่วโมงทางรถไฟ

เป็นเมืองหนึ่งที่ได้ชื่อว่า นครที่สวยงามที่สุดในสหราชอาณาจักร อันที่จริงแล้วเป็นเมืองที่มีบรรยากาศที่ย้อนอดีต ที่ซึ่งประชากรยังอาศัยอยู่ในอาคารที่มีอายุ 400 ปี โดยเราเรียกว่าเมืองใหม่ ซึ่งมีการวางแผนและรูปแบบที่ทันสมัยยุคศตวรรษที่ 18

เป็นนครที่มีความเชื่อมโยงกันระหว่าง ถนน สี่แยก สวนสาธารณะ ภูเขา อ่าว และชายฝั่ง เป็นนครที่มีหลายสำเนียง ไม่ว่าจะเป็นแบบอังกฤษแท้ สำเนียงแบบสก็อต สำเนียงแบบชาวต่างชาติ (นักท่องเที่ยว) เป็นนครที่มีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากฤดูกาล ช่วงฤดูร้อนเป็นฤดูแห่งสีสรร ฤดูใบไม้ร่วงเป็นช่วงฤดูที่มีทิวทัศน์ที่เยือกเย็นและควันไปที่ลอยคุ้งในอากาศ ฤดูใบไม้ผลิที่รื่นเริงไปด้วยเทศกาลและงานบันเทิงต่าง ๆ ฤดูหนาวที่นำแสงสว่างโชติช่วงสู่ถนนและร้านค้า เมืองแห่งราชวงค์ที่มีปราสาทเก่าโบราณที่ซึ่งเป็นที่อยู่ของราชวงค์มากกว่า 5 ศตวรรษ

ประชากรของเมืองนี้ชอบความบันเทิง มีโรงภาพยนต์ การแสดงคอนเสิร์ต ในเมืองมีการแสดงทั้งแบบพื้นเมืองไปจนถึงการแสดงแบบนานาชาติ นอกจากนี้ยังมีหอศิลป์และศูนย์กลางการแสดงเล็ก ๆ มากมายในเมืองตลอดรวมถึงศูนย์กลางระดับชาติ ในเดือนสิงหาคมของทุกปี เมืองนี้จะมีเทศกาลนานาชาติที่ยากจะหาชมได้ในยุโรป มีการแสดงดี ๆ มารวมกันที่นี่ไม่ว่าจะเป็นการแสดงของแจ๊ส ภาพยนต์หรือหนังสือ

เมืองอ็อกฟอร์ด (Oxford)

เมืองนี้เป็นศูนย์กลางการเรียนการสอนและอาคารประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่งของสหราชอาณาจักร เมืองอ็อกฟอร์ดเป็นเมืองที่รู้จักกันว่าเป็นโลกเกี่ยวกับพระ หรือศาสนา เมืองนี้อยู่ห่างจากลอนดอนไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 50 ไมล์

โดยไม่ต้องเป็นที่สงสัย เมืองนี้มีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ และยังมีทิวทัศน์ที่สวยงาม เป็นเมืองหลักแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงของสหราชอาณาจักร นักท่องเที่ยวมีความสนใจไม่ใช่ในด้านประวัติศาสตร์ของเมืองและด้านความเป็นเอกลักษณ์ที่เงียบสงบของเมืองอ็อกฟอร์ด แต่ยังเป็นเมืองที่แวดล้อมไปด้วยทัศนียภาพชนบท ด้วยทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ทิวเขา หมู่บ้านหิน และธารน้ำไหลตลอดจนถึงแม่น้ำเทมส์

เมืองนี้เป็นที่กล่าวขวัญว่าเหมือนมียอดแหลมงอดูเหมือนคนง่วง มีห้างสรรพสินค้า ตลาด และศูนย์กลางการเรียนการสอนนานกว่าศตวรรษ ท่านสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกจากเมืองลอนดอน โดยทางรถยนต์ รถโดยสาร และทางรถไฟ

การชมเมืองอ็อกฟอร์ดที่สะดวกที่สุดคือ ใช้บริการนำเที่ยวในเมือง การเยี่ยมชมเรื่องราวของอ็อกฟอร์ด หรือที่เรียกว่า the Oxford Story? เป็นการเริ่มต้นการเที่ยวชมเมืองที่สำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะได้ทราบประวัติของมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดสำหรับประชากรที่ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันซึ่งมหาวิทยาลัยนี้ ยังคงไว้ซึ่งความลึกลับและบรรยากาศของยุคกลาง นักท่องเที่ยวสามารถเดินผ่านโบสถ์ต่าง ๆ และสวนของมหาวิทยาลัยเพื่อสร้างภาพพจน์และความนึกคิดของตนเองเกี่ยวกับชีวิตในมหาวิทยาลัย

ไม่ว่าท่านสนใจจะทำสิ่งใดในอ็อกฟอร์ดท่านจะได้พบกับสิ่งเหล่านั้น การใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง หรือสองสามวันในเมืองนี้ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่เพียงพอ เมืองนี้เป็นนครที่มีสถาปัตย์ที่งดงามมากกว่า 600 อาคารในศูนย์กลางเมือง พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับสหราชอาณาจักร

เมืองอ็อกฟอร์ดเป็นนครสำหรับทุกฤดูกาลซึ่งมีทั้งสวนสาธารณะที่สวยงามมากมายเป็นที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนที่ดี สำหรับการนั่งเรือชมแม่น้ำเทมส์ และเชอร์เวล์ และอย่าลืมระลึกถึงเวลาและบรรยากาศเก่า ๆ

เมืองเฮสติ้ง (Hastings)

ตั้งอยู่ห่างเมืองลอนดอนทางตอนใต้ 60 ไมล์ เมืองเฮสติ้งเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเนื่องจากเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่และยังเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของแถบอีสท์ซัสเซ็กส์ ซึ่งเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่มีรีสอร์ททันสมัย รีสอร์ทตั้งอยู่ห่างจากชายหาดประมาณ 3 ไมล์ เป็นสถานที่สำหรับการบันเทิงและการแสดงต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงงานรื่นเริงประจำปีในเดือนพฤษภาคม มีปราสาทตั้งอยู่กลางเมืองซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1066 เป็นปราสาทแบบนอร์แมน นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ทางทะเลที่ใหม่ที่สุดและเป็นศูนย์ที่แสดงสิ่งมีชีวิตทางทะเลของสหราชอาณาจักรตลอดรวมถึงครอบครัวของฉลาม

เมืองนี้ยังมีบ้านไม้ที่สวยงามในยุคศตวรรษที่ 15 ซึ่งส่วนนี้เป็นหมู่บ้านของชาวประมง นักหาปลาจะถ่ายเทของจากเรือสู่บก ซึ่งใกล้กันนี้ ท่านจะได้พบกับความประหลาดใจของสภาพภูมิประเทศที่ซึ่งวสยงามด้วยทิวเขาที่ซ้อนกันติดกับหน้าผาริมฝั่งมหาสมุทร โมเต็ลเล็ก ๆ ที่เงียบสงบในแถบชนบทที่สวยงามและหมู่บ้านที่มีร้านค้าเล็ก ๆ ขายของเก่า หนังสือใช้แล้ว ภาพวาด และงานศิลป์รวมถึงงานปั้นเป็นรีสอร์ทที่เป็นที่ชื่นชอบของเมืองไบร์ทตันในเขตอีสท์บอร์น

ภูมิอากาศ

จะมีด้วยกันทั้งหมด 4 ฤดู โดยแบ่งเป็นฤดูละ 3 เดือน ดังต่อไปนี้

ฤดูใบไม้ผลิ (Spring Season) จะเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม เมษายน และสิ้นสุดเดือนพฤษภาคม ซึ่งช่วงนี้อากาศจะเปลี่ยนแปลงบ่อยมากเกือบทุกวัน บางวันอากาศอบอุ่นด้วยแสงแดดในตอนเช้า จะเปลี่ยนแปลงเป็นหนาวเย็นหรือฝนตกในช่วงบ่าย

ฤดูร้อน (Summer Season) จะเริ่มจากเดือนมิถุนายน กรกฎาคม จนถึงปลายเดือนสิงหาคม อากาศส่วนใหญ่ทุกวันจะอบอุ่นตลอดวันแต่อาจจะมีบ้างที่อากาศจะเย็น

ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn Season) จะเริ่มจากช่วงเดือนกันยายน ตุลาคม จนถึงเดือนพฤศจิกายน อากาศจะไม่หนาวมากเพราะช่วงเดือนกันยายนยังจัดไว้ว่าอากาศจะยังคงความอบอุ่นได้เหมือนช่วงฤดูร้อนทีเดียวจะเริ่มเปลี่ยนแปลงจริง ๆ ปลายเดือนตุลาคม

ฤดูหนาว (Winter Season) จะเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม มกราคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์ อากาศภาย ในช่วง 3 เดือนนี้ จะหนาวมากที่สุดและกลางคืนจะยาวกว่ากลางวัน มืดเร็วกว่าปกติ แต่ในบางวันอากาศก็จะอบอุ่นขึ้นด้วยแสงแดด

การขอวีซ่า

ผู้ที่ประสงค์จะไปศึกษาต่อในสหราชอาณาจักร จะต้องไปยื่นขอวีซ่านักเรียนหลังจาก ที่ได้รับหนังสือตอบรับจากสถานศึกษาแล้ว โดยไปขอแบบฟอร์มคำร้องขอวีซ่าได้ที่ สถานกงสุล อังกฤษ ถนนวิทยุ กทม. โทรศัพท์ 253-0191 – 9

เอกสารที่จำเป็นในการยื่นขอวีซ่ามีดังนี้

  1. หนังสือเดินทาง ซึ่งต้องมีอายุใช้ได้มากกว่า 6 เดือน
  2. คำร้องขอวีซ่าเป็นแบบฟอร์มที่ต้องกรอกให้สมบูรณ์ก่อนยื่นขอวีซ่า ฟอร์ม IM 2A
  3. หนังสือตอบรับจากสถานศึกษาในประเทศอังกฤษ ระบุ ชื่อหลักสูตร / ค่าเล่าเรียน / ระยะเวลาเรียนทั้งหมด/ จำนวนชั่วโมงที่เรียนต่อสัปดาห์/ วุฒิทาง การศึกษาที่จะได้รับเมื่อเรียนเสร็จแล้ว
  4. รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว จำนวน 2 รูป
  5. ใบแสดงผลการเรียน (Transcript) ครั้งล่าสุด
  6. ผลการสอบภาษาอังกฤษ (ถ้ามี)
  7. หนังสือรับรองการตรวจร่างกาย (เป็นภาษาอังกฤษ) จากโรงพยาบาลหรือคลีนิค พร้อมฟิล์มเอกซเรย์ปอด
  8. หนังสือรับรองฐานะทางการเงิน เป็นภาษาอังกฤษ
  9. หนังสือรับรองจากสำนักงาน ก.พ. (กรณีที่เป็นนักเรียนในความดูแลของ ก.พ.)
  10. หนังสือตอบรับจากสถานศึกษา
  11. รายละเอียดที่พักอาศัยระหว่างศึกษาระบุ ชื่อ และที่อยู่นั้น ๆ /สัญญาเช่า (ถ้ามี) ในกรณีที่มีผู้รับรองให้ที่พักอาศัย (เช่น ญาติ หรือพี่น้อง) กรุณานำสำเนาหนังสือเดินทางของผู้รับรองพร้อมกับจดหมายเชิญรับรองมาด้วย
  12. ค่าธรรมเนียมวีซ่า
หมายเหตุ : เอกสารทุกฉบับที่ใช้ประกอบในการขอวีซ่า กรุณาถ่ายสำเนาเอกสารอย่างละ 1 ชุด

การดำเนินการขอวีซ่า

เมื่อเตรียมเอกสารข้างต้นเรียบร้อยแล้ว นำมายื่นขอวีซ่าได้ในวันจันทร์ - วันพฤหัสบดี เวลา 08.00 - 11.00 น. และวันศุกร์ เวลา 08.00 - 12.00 น. หากวีซ่าของท่านได้รับ การอนุมัติ ท่านจะสามารถรับวีซ่าได้ในวันเดียวกันเวลา 14.00 - 15.30 น. ถ้าท่ายื่นคำร้องใน วันศุกร์ ท่านจะสามารถรับวีซ่าได้ในวันจันทร์ต่อมาหากเจ้าหน้าที่ไม่ได้อนุมัติวีซ่าของท่านในวันที่ท่านยื่นคำร้องเจ้าหน้าที่จะพิจารณาให้ท่าน ดำเนินการตามข้อใดข้อหนึ่งดังนี้

  1. ให้ท่านมายื่นคำร้องด้วยตัวเอง (หากท่านให้ผู้อื่นมาดำเนินการแทน) หรือ
  2. ให้ท่านนำเอกสารอื่น ๆ (เช่น สำเนาทะเบียนบ้าน ใบเกิด หรือหนังสือรับรองอื่น ๆ จากสถานศึกษาที่จะไปเรียน) มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่หรือ
  3. ให้ท่านมาพบเจ้าหน้าที่ด้วยตัวเอง เพื่อการสัมภาษณ์สั้น ๆ ในช่วงบ่ายของวันจันทร์ - วันพฤหัสบดี หรือ
  4. ให้ท่านมาสัมภาษณ์ตามวันนัดที่จะกำหนดภายใน 1 - 2 สัปดาห์ ตามลำดับก่อนหลัง

ค่าใช้จ่ายในการศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ

ประมาณการค่าเล่าเรียนโดยเฉลี่ยตามระดับต่างๆ ดังนี้

ระดับการศึกษา ค่าใช้จ่ายต่อปี (GBP)
ภาษาอังกฤษ
มัธยมศึกษา
ประกาศนียบัตร / อนุปริญญาตรี
ปริญญาตรี
ปริญญาโท
ปริญญาเอก
5,500
12,000
6,300
6,300 – 8,600
7,500 – 13,500
8,400
 
หมายเหตุ : อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ (1 GBP = 53 ฿)

ระบบการศึกษาประเทศอังกฤษ

ระบบการศึกษาอังกฤษ
 

ระบบการศึกษาทั่วไป

ระบบการศึกษา แบ่งเป็น 4 ระดับ คือ ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษา การศึกษาในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาของอังกฤษ มีทั้งโรงเรียน ของ รัฐบาล และโรงเรียนของเอกชน ซึ่งการศึกษาของทั้ง 2 แบบ จะไม่เหมือนกัน แต่ในที่นี้จะ กล่าวถึงเฉพาะระบบการศึกษาที่เป็นของโรงเรียนเอกชน (Independent School) เนื่องจากระดับประถม มัธยมศึกษา ในโรงเรียนรัฐบาลนั้นเป็นการศึกษาที่รัฐบาลให้ฟรีแก่คนอังกฤษ นักเรียนต่างชาติจึงไม่มีสิทธิสมัครเข้าศึกษา

ระดับประถมศึกษา (Primary Education) และมัธยมศึกษา (Secondary Education)

การศึกษาภาคบังคับในสหราชอาณาจักรนั้น เริ่มตั้งแต่อายุ 5 ปี ถึง 16 ปี โดยใช้อายุเป็นเกณฑ์หลัก เด็กจะเข้าศึกษาในโรงเรียนของรัฐบาลหรือเอกชนก็ได้ แต่โดยปกติแล้ว 95 % ของนักเรียนในโรงเรียนรัฐบาลแล้ว ส่วนที่เหลือ 5 % จะเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนที่ผู้ปกครองเด็กเป็นคนจ่ายค่าเล่าเรียน

ระดับประถมศึกษา (Primary Education)

การศึกษาในชั้นนี้จะเริ่มตั้งแต่อายุ 5 ปี ถึง 11 ปี ในอังกฤษ เวลล์ และไอร์แลนด์เหนือ และ 5 ปี ถึง 12 ปี ในสก็อตแลนด์ และบางส่วนของอังกฤษ การเรียนในระดับนี้จะเป็นการสอนวิชาทั่วไปโดยวิชาหลักคือ เลข วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ส่วนวิชาอื่น ๆ ก็มี วิชาภูมิศาสตร์ ดนตรี ศิลป พลศึกษา ประวัติศาสตร์ โรงเรียนมีทั้งที่เป็นของรัฐบาลและเอกชนที่เรียกว่า Preparatory Schools โรงเรียนส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนสหศึกษา นักเรียนจะเตรียมพร้อมเพื่อการศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาการสอนจะเน้นให้เด็กมีทักษะในการเขียนและทักษะทางตัวเลข เพื่อพัฒนาเด็กให้มีความรู้ ความสามารถ ตามความเจริญเติบโตของวัยเด็ก แบ่งการศึกษาช่วงนี้เป็น 2 ระดับ ตามอายุของเด็กคือ

  • Pre -Preparatory School (ระดับเตรียมประถม) รับเด็กอายุ 5-7 ปี
  • Preparatory School (ระดับประถม) รับเด็กอายุ 8-13 ปี สำหรับระดับนี้มุ่งให้นักเรียนเตรียมตัวสอบเข้าในโรงเรียนมัธยมศึกษา ซึ่งต้องสอบ Common Entrance Examination (CEE) การขึ้นชั้นโรงเรียนในแต่ละชั้นขึ้นตามอายุ โรงเรียนประเภทนี้ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนประจำ มีทั้งประเภทหญิง ชาย และสหศึกษา

มัธยมศึกษา (Secondary Education)

การศึกษาระดับนี้เริ่มตั้งแต่อายุ 11 ปี ถึง 16 ปี หรือ 18 ปี มีโรงเรียนทั้งของรัฐบาลและเอกชน โดยโรงเรียนรัฐบาลสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แบบ คือ Comprehensive มีนักเรียนประมาณ 90 % ของโรงเรียนรัฐบาลเลือกโรงเรียนลักษณะนี้ โดยรับนักเรียนผู้มีความสามารถในหลายด้านและมีวิชาการให้เลือกมากมาย Grammar School เป็นโรงเรียนที่เน้นหนักในด้านการศึกษามีการคัดเลือกเด็กนักเรียนที่มีความสามารถในด้านการเรียน Secondary Modern Schools เป็นโรงเรียนที่มีการสอนแบบทั่วไป โดยโรงเรียนลักษณะนี้มีจำนวนน้อย นักเรียนส่วนใหญ่ที่ผู้ปกครองมีฐานะดี รสนิยมสูง เข้าโรงเรียนเอกชนที่เรียกว่า Public Schools เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการเรียนมหาวิทยาลัย วิชาที่เปิดสอนในระดับมัธยมจะเป็นวิชาสามัญทั่วไป เช่น เลข ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา กีฬา ศิลป์ นักเรียนจะต้องเตรียมพร้อมสำหรับการสอบ GCSE เมื่ออายุ 16 ปี และหลังจากสอบ GCSE แล้วนักเรียนที่มีความต้องการจะศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัย ต้องศึกษาอีก 2 ปี เพื่อสอบ GCE A-level ผลการสอบ GCE A-level นี้ จะเป็นเกณฑ์ที่สถานศึกษาใช้ในการพิจารณารับนักเรียน เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีในระดับมัธยมศึกษา ทางกระทรวงศึกษาธิการและวิทยาศาสตร์ของอังกฤษกำหนดให้มีการสอบ วัดความรู้และ ความสามารถของเด็ก การสอบจะจัดโดยคณะกรรมการอิสระ ซึ่งมี 5 คณะ ผลการสอบดังกล่าวจะนำไปใช้ในการสมัครเข้าในระดับอุดมศึกษาต่อไป การสอบนี้มี 2 ประเภท คือในอังกฤษและเวลส์ การศึกษาระดับอาชีวะจะได้คุณวุฒิจาก Business and Technician Education Council (BTEC) ส่วนในสก๊อตแลนด์ได้คุณวุฒจาก Scottish Vocational Education Council (SCOTVEC) แบ่งเป็น 3 ระดับ ดังนี้

  • First Certificate / Diploma (FC / FD) เป็นการศึกษาในระดับที่ต้องการจะช่วยเหลือผู้ที่จบการศึกษาจากโรงเรียน (อายุเกิน 16 ปี) โดยได้รับประกาศนียบัตร GCSE เพียงไม่กี่วิชาหรือไม่ได้รับเลย ซึ่งต้องการจะหางานทำในสายวิชาชีพต่างๆ หลักสูตร การศึกษา 1 ปี เมื่อจบแล้วสามารถเรียนต่อในระดับสูงขึ้นได้อีก
  • National Certificate / Diploma (NC / ND) เป็นการศึกษาในสายวิชาชีพที่มีคุณวุฒิสูงขึ้นจาก FC / FD ใช้เวลาเรียน 2 ปี โดยรับผู้มีคุณวุฒิ FC / FD หรือประกาศนียบัตร GCSE อย่างน้อย 4 วิชา ผู้ที่จบระดับ NC / ND นี้นอกจาก มีคุณวุฒวิชาชีพแล้วยังเทียบ ได้เท่ากับ GCE "A" level ด้วย ซึ่งหากได้คะแนนดีมาก สามารถสมัครเรียนระดับปริญญาตรีได้
  • Higher National Certificate / Diploma (HNC / HND) เป็นการศึกษาในระดับสูงสุดของระดับอาชีวศึกษา หลักสูตร 2 ปี ซึ่งถือว่าระดับนี้เป็นการศึกษา ระดับอุดมศึกษา (Higher Education) ด้วย รับจากผู้ที่จบการศึกษา NC / ND หรือผู้มีคุณวุฒ GCSE 3 วิชา + GCE ?A? level 1 วิชา ผู้ที่จบหลักสูตรนี้ถือได้ว่า มีวุฒิสูงกว่าอนุปริญญาของไทย แต่ต่ำกว่าปริญญาตรี 1 ขั้น นอกจากนี้หากประสงค์ จะศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีก็สามารถทำได้โดยใช้เวลาศึกษาอีก 2 ปี แต่ทั้งนี้ ผลการเรียนต้องดีเด่น

สถาบันอาชีวศึกษาของเอกชน

ส่วนใหญ่ให้คุณวุฒิเพียงประกาศนียบัตร สำหรับ สถานศึกษา เอกชนควรเลือกสถานศึกษาที่ได้รับรองวิทยฐานะจาก The British Accredition Council for Further and Higher Education (BAC) ซึ่งเป็นหลักประกันว่า มีมาตรฐานการเรียน การสอนที่เชื่อถือได้ สถาบันอาชีวศึกษาของเอกชนได้แก่

  • Tutorial College เป็นสถานศึกษาที่เรียนเน้นหนักเฉพาะวิชาที่จะสอบ GCSE และ GCE A-Level ลักษณะของโรงเรียน เป็นทำนองเดียวกับ โรงเรียนกวดวิชา ของไทย โดยสอนนักเรียนเป็นกลุ่มหรือรายบุคคล ห้องเรียน มีนักเรียนน้อย นักเรียน จะมีโอกาสใกล้ชิดกับครูซักถามข้อสงสัย เป็นการส่วนตัว จากครู และไม่ต้องเสียเวลาเรียนวิชาด้านอื่นที่ไม่ได้ใช้ในการสมัครเข้า มหาวิทยาลัย โดยปกติใช้เวลาเรียน 2 ปี ก็สามารถสอบ GCSE หรือ GCE A-Level ได้ นอกจากนี้สถานศึกษาบางแห่งอาจมีหลักสูตรภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ เลขานุการ
  • วิทยาลัยเพื่อการศึกษาต่อเนื่อง (College of further Education) นักเรียนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป และต้องการศึกษาต่อเพื่อรับประกาศนียบัตรวิชาชีพในสาขาต่าง ๆ เช่น บริหารธุรกิจ ช่างเทคนิค อุตสาหกรรมศิลป์ การท่องเที่ยว การดรงแรม หรือการฝึกหัดครู สามารถเลือกศึกษาที่วิทยาลัยเหล่านี้ได้ โดยวิทยาลัยเหล่านี้รวมถึง Technical Colleges of Further Education, Tertiary College, Colleges of Technology วิทยาลัยเหล่านี้มีหลักสูตรต่าง ๆ คือ First Certificate/Diploma สำหรับช่างเทคนิคหรือพนักงานจัดการ หลักสูตร Higher National Certificate/Diploma เหมาะสำหรับช่างเทคนิคชั้นสูง หัวหน้าและผู้บริหารโดยหลักสูตรเหล่านี้ใช้เวลา 1 ปี ถึง 3 ปี และวุฒิการศึกษาเหล่านี้ นักเรียนจะได้รับจาก BTEC หรือสอบเมื่อเข้ารับ Certificate จาก City and Council of London Institute จึงเป็นหน่วยงานแนวหน้าในด้านการทดสอบด้านเทคนิค ให้วุฒิการศึกษาและบริการอื่น ๆ ในสหราชอาณาจักร และ 80 ประเทศ ระหว่างประเทศ The London Chamber of Commerce and Industry Examinations Board The Royal Society of Arts และ The Scottish Vocational Education Council นอกจากนี้นักเรียนสามารถเลือกศึกษาในวิทยาลัย อาชีวศึกษาและเทคนิคเอกชนซึ่งวิทยาลัยนี้จะมีมาตรฐานการศึกษาแตกต่างกันไป

ระดับอุดมศึกษา (Higher Education)

ได้แก่การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย และ College of Higher Education ปัจจุบันมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรมีประมาณ 96 แห่ง เป็นของรัฐบาลเกือบทั้งหมด ยกเว้น University of Buckingham ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนเพียงแห่งเดียว (Polytechnic ในสหราชอาณาจักร ขณะนี้ได้ยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยทั้งหมดแล้ว ซึ่งรวมอยู่ใน 80 แห่ง ดังกล่าวแล้ว) สำหรับ College of Higher Education) มีประมาณ 243 แห่ง

หลักสูตรการศึกษาในระดับอุดมศึกษา

ระดับปริญญาตรี การศึกษาระดับนี้นักเรียนผู้ผ่านการศึกษาระดับ GCE A Level แล้วต้องการที่จะศึกษาต่อระดับปริญญาตรี หรือสูงกว่า สำหรับระดับปริญญาตรี ผู้สมัครสามารถยื่นใบสมัครผ่านองค์กรกลาง หรือ UCAS (Universities Central Admission System) นักเรียนสามารถเลือกเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยตามความต้องการ ในปัจจุบันโพลีเทคนิคในสหราชอาณาจักรได้สถาปนาตนเองเป็นมหาวิทยาลัยแล้ว ซึ่งสามารถตรวจสอบรายละเอียดของโพลีคลีนิคเหล่านี้ได้ที่ภาคผนวกของหนัวสือเล่มนี้ การสมัครสามารถทำได้ระหว่างวันที่ 1 กันยายนถึง 15 ธันวาคม สำหรับนักเรียน นักศึกษาปีการศึกษาถัดไป โดยการจะได้รับการคัดเลือกเข้าศึกษาหรือไม่เป็นสิทธิของมหาวิทยาลัยนั้น สำหรับมหาวิทยาลัยเป็นผู้จัดสอบเอง ผู้สมัครต้องยื่นใบสมัครก่อนวันที่ 15 ตุลาคม สำหรับมหาวิทยาลัยบักกิ้งแฮม ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน นักเรียนสามารถสมัครโดยตรงได้ที่มหาวิทยาลัย นอกจากมหาวิทยาลัยแล้ว นักเรียนเลือกศึกษาระดับ Diploma จาก College and Institutions of Higher Education ซึ่งส่วนใหญ่วิทยาลัยเหล่านี้จะเน้นการสอนไปด้วย การฝึกหัดครู ศิลป์ และสถาปัตยกรรม ซึ่งนักเรียนสามารถศึกษาต่อ เพื่อรับปริญญาตรีในสาขานั้น จากมหาวิทยาลัยใกล้เคียงกับวิทยาลัย โดยหลักสูตรปริญญาตรีทั่วไป เช่น บริหารธุรกิจ นิเทศศาสตร์ รัฐศาสตร์ ใช้เวลาในการเรียน 3 ปี หรือ 4 ปี แต่หลักสูตรที่ใช้ความชำนาญเป็นพิเศษ เช่น สถาปัตยกรรม ทันตแพทย์ศาสตร์ สัตวแพทย์ศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ ใช้เวลาในการเรียน 5-6 ปี ซึ่งปริญญาตรีที่ได้รับเรียกว่า Bachelor Degrees เช่น Bachelor of Arts, Bachelor of Sciences (BSc.) เป็นต้น

ระดับสูงกว่าปริญญาตรี (Post Graduate Studies) มีหลักสูตรต่าง ๆ เช่น Post Graduate Studies, Post Graduate Diploma, Master Degrees , Mr. Ph.D. นักเรียนสามารถสมัครกับสถานศึกษาที่ต้องการได้โดยตรงโดยการศึกษาในระดับนี้ สามารถแบ่งวิชาการการศึกษาได้ 2 ชนิด

  • โดยการทำ Course work และการเขียน Dissertation หรือ Paper โดยมีหลักสูตร Post Graduate Certificate และ Post Graduate Diploma ใช้เวลาเรียนประมาณ 9-12 เดือน สำหรับหลักสูตรการปริญญาโทให้เวลาเรียนประมาณ 12-24 เดือน ขึ้นอยู่กับวิชาที่ศึกษา สำหรับบางสาขาวิชานักเรียนอาจใช้เวลาเรียนเพียง 12 เดือน
  • โดยการทำ Research ภายใต้การควบคุมของอาจารย์ แนะแนว โดยการทำ Research หรือวิจัย จะใช้เวลา 2-3 ปี สำหรับรับปริญญาโท และปริญญาเอกโอกาสของนักเรียนไทยในการไปศึกษาต่อที่สหราชอาณาจักรไม่เป็นที่ลำบากนัก นักเรียนสามารถเพิ่มพูนความรู้ภาษาอังกฤษได้จากโรงเรียนสอนภาษาทั้งของรัฐบาลและเอกชนก่อนการเข้าศึกษา นักเรียนไทยที่ต้องการศึกษาในสหราชอาณาจักรนั้นต้องเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนเท่านั้น ยกเว้นในกรณีที่มีสิทธิ์พิเศษทางการฑูตหรือเป็น Resident ของที่นั่นโรงเรียนประถมศึกษาของเอกชนนั้นเรียกว่า Preparatory Schools หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Prep Schools โรงเรียนประเภทนี้ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนไปกลับอยู่รวมกันด้วย นักเรียนไทยที่มีอายุ 8-13 ปี จะไปเข้าศึกษาในโรงเรียนประเภทนี้ได้ ชั้นเรียนของโรงเรียนของโรงเรียนประเภทนี้จะมีขนาดเล็กไม่เกิน 15 คน จะสอนเพื่อเตรียมให้เด็กเข้าสอบCommon Entrance Examination (CEE) นักเรียนที่เข้าศึกษาตั้งแต่อายุน้อยๆเช่น 8-9ปี จะสามารถปรับตัวได้ดีกว่า และจะมีความพร้อมในการเข้าสอบ CEE มากกว่านักเรียนที่ไปเข้าศึกษาเมื่ออายุ 11-12 ปี ค่าใช้จ่ายในการศึกษาระดับนี้ประมาณ 11,015 ปอนด์ต่อปี

นักเรียนไทยซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาจากประเทศไทยและอายุประมาณ 12-13 ปี สามารถไปเข้าศึกษาของเอกชนที่เรียกว่า Public Schools ได้ ถึงแม้ว่า Public Schools โดยทั่ว ๆ ไปจะพิจารณารับนักเรียนจากผลสอบ CEE แต่ก็มีบางแห่งที่รับนักเรียนได้โดยวิธีการสัมภาษณ์หรือทดสอบอย่างอื่น การสอนใน Public Schools จะมุ่งเน้นหนักทางด้านวิชาการให้ได้มาตรฐานสูง เพื่อเข้าสอบ GCSE และ GCE ?A? Level ต่อไป เพื่อเตรียมนักเรียนให้เข้าศึกษาต่อไปในระดับมหาวิทยาลัยได้ ค่าใช้จ่ายในการศึกษาระดับนี้ประมาณ 14,390 ปอนด์ต่อปี

ส่วนในระดับอาชีวะศึกษานั้น นักเรียนไทยที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป และประสงค์ที่จะไปศึกษาวิชาชีพต่าง ๆ ในประเทศอังกฤษก็สามารถทำได้ ถ้ามีความรู้ทางพื้นฐานภาษาอังกฤษอยู่ในเกณฑ์ดีพอ และสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากประเทศไทยไปแล้วในบางหลักสูตรของสถานศึกษาบางแห่ง นักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก็สามารถเข้าศึกษาได้ แต่หลักสูตรประเภทนี้มีไม่มากนัก นักเรียนที่จะศึกษาในระดับอาชีวะศึกษานี้สามารถเข้าศึกษาได้ทั้งในสถาบันของรัฐและเอกชน ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษาก็แตกต่างกันไปตามแต่ประเภทของหลักสูตร มีตั้งแต่หลักสูตรระยะสั้น ๆ 3-6 เดือน จนถึงหลักสูตร 1-2 ปี เป็นต้น นักเรียนที่เข้าศึกษาในระดับอาชีวะศึกษาในสถานศึกษาของรัฐบาลจนจบหลักสูตร BTEC HND ( Higher National Diploma ) แล้ว หากมีผลการศึกษาดีและต้องการจะศึกษาต่อไปจนกระทั้งถึงระดับปริญญาตรีก็สามารถทำได้โดยจะใช้เวลาศึกษาต่ออีกประมาณ 2 ปี ในมหาวิทยาลัยสำหรับค่าใช้จ่ายในการศึกษานี้ ประมาณ 9,050 ปอนด์ต่อปี

การศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศอังกฤษนั้น โดยปกติแล้วนักเรียนไทยที่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และประสงค์ที่จะเข้าไปศึกษาในระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ จะต้องไปศึกษาเพื่อเตรียมตัวสอบ GCE A Level ให้ได้ในวิชาต่าง ๆ ตามจำนวนที่ทางมหาวิทยาลัย หรือสถาบันทางโพลีเทคนิคกำหนดไว้ในการศึกษาเพื่อสอบ GCE A Level นั้น นักเรียนอาจไปเข้าศึกษาที่เรียกว่า Tutorial College หรืออาจศึกษาใน College of Further Education ก็ได้ โดยใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี ในการศึกษาระดับ A Level นี้ จนมีคุณสมบัติครบตามที่จะเข้าสมัครเข้าศึกษาระดับปริญญาตรีได้

นอกจากการศึกษาเพื่อสอบ GCE A Level ให้ได้ตามเงื่อนไขที่ทางมหาวิทยาลัยหรือสถาบันโพลีเทคนิคกำหนดไว้แล้ว ปัจจุบันนี้สถานศึกษาหลายแห่งในประเทศอังกฤษ จัดหลักสูตรพิเศษที่เรียกว่า Access หรือ Bridging Courses Foundation หรือ Preliminary Year Program สำหรับนักเรียนต่างชาติจากประเทศที่ระบบการศึกษาแตกต่างจากระบบการศึกษาของอังกฤษ ที่ประสงค์จะเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีในประเทศอังกฤษ โดยหลักสูตรพิเศษนี้จะใช้เวลา 1 ปี เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งในด้านภาษาอังกฤษและวิชาการ ให้แก่นักเรียนต่างชาติในการที่จะเข้าศึกษาระดับปริญญาตรี ซึ่งนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 6 จากประเทศไทยก็สามารถสมัครเข้าศึกษาในหลักสูตร ดังกล่าวประเภทนี้ได้มหาวิทยาลัยหลาย ๆ แห่งก็จะรับนักเรียนให้เข้าศึกษาระดับปริญญาตรีต่อไปได้

ผู้ที่ประสงค์จะไปศึกษาระดับปริญญาตรีในประเทศอังกฤษ นอกจากจะสามารถสมัครเข้าศึกษาในสถาบันการศึกษาของอังกฤษแล้วก็อาจสมัครเข้าศึกษาในสถาบันเอกชนอีกประเภทหนึ่งซึ่งเป็นสาขาของสถาบันการศึกษาของสหรัฐอเมริกา แต่มีที่ตั้งอยู่ในประเทศอังกฤษ ทำการสอนโดยใช้ระบบเดียวกับมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา การสมัครเข้าเรียนก็ใช้หลักเกณฑ์เดียวกับสถานศึกษาต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกา สถาบันประเภทนี้ในประเทศอังกฤษมีอยู่ 2-3 แห่ง ซึ่งได้รับการรับรองวิทยะฐานะเช่นเดียวกับสถาบันในสหรัฐอเมริกาทุกประการและมีอีกหลายแห่งซึ่งยังไม่ได้รับการรับรอง ฉะนั้นหากนักเรียนสนใจที่จะเข้าศึกษาในสถาบันประเภทนี้จะต้องตรวจสอบให้ดีเสียก่อนที่จะตัดสินใจสมัคร ส่วนผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในประเทศไทยและประสงค์ที่จะไปศึกษาต่อในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรีก็สามารถกระทำได้หากนักเรียนมีผลการศึกษาระดับปริญญาตรีอยู่ในเกณฑ์ดีคือ GPA 3.0 ขึ้นไป ก็สามารถสมัครเข้าศึกษาในระดับปริญญาโทได้ทันที แต่ถ้าคะแนนเฉลี่ยไม่สูงนัก สถานศึกษาอาจรับให้เข้าศึกษาในระดับ Post Graduate Certificateหรือ Diploma ก่อน ถ้าผลการศึกษาดีก็สามารถเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกโดยตรงได้ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการศึกษาในระดับปริญญาโทก่อน แต่ทั้งนี้สถานศึกษาอาจให้ทดสอบเรียนในระดับ M. Phil สักระยะหนึ่ง ถ้าผลการเรียนของนักเรียนเป็นที่พอใจของอาจรารย์ที่สามารถข้ามไปศึกษาชั้นปริญญาเอกได้ ค่าใช้จ่ายในการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่าจะประมาณ 11,610 ปอนด์ ถึง 13,410 ปอนด์ ต่อปีแล้วแต่ว่านักเรียนจะศึกษาในสาขาวิชาสายสังคมศาสตร์หรือสายวิทยาศาสตร์ ทั้งหมดนี้คงจะพอทำให้ท่านผู้อ่านพิจารณาสรุปได้แล้วว่าหากนักเรียนมีพื้นความรู้ทางภาษดี มีความตั้งใจจริงแน่วแน่ ในการศึกษาและมีทุนทรัพย์เพียงพอที่จะใช้จ่ายในการศึกษาการไปศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษก็ไม่น่าจะยากอย่างที่คิด เพราะโอกาสในการศึกษาต่อเปิดกว้างให้ไปศึกษาได้ในทุกระดับการศึกษาทีเดียว

โอกาสของนักเรียนไทยในการเข้าไปศึกษาในประเทศอังกฤษ

โดยเฉลี่ยแล้ว "หลักเกณฑ์การตอบรับเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยมีเกณฑ์การรับค่อนข้างสูง สำหรับนักเรียนไทยทั่วๆ ไป และสถาบันแต่ละแห่งจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการจำกัดที่นั่งในการเรียนสำหรับนักศึกษาต่างชาติ แต่นักศึกษาไทยก็ยังมีโอกาส ซึ่งอาจทำได้โดย

1. ในระดับปริญญาตรี นักศึกษาควรสมัครเข้าเรียนวิทยาลัยในหลักสูตร University Transfer Program ระยะเวลา 2 ปีก่อน แล้วทำคะแนนให้ดี หลังจากนั้น Transfer เข้ามหาวิทยาลัยซึ่ง College นั้นๆ มีโปรแกรมร่วมกันอยู่ และเรียนต่ออีก 2 ถึง 3 ปี ก็สำเร็จปริญญาตรี ซึ่งวิธีนี้จะทำได้ง่ายกว่าสมัครตรงเข้าไปใน มหาวิทยาลัย ส่วนคะแนนภาษาอังกฤษ สำหรับเข้าศึกษาระดับปริญญาตรีนั้น คือ คะแนน TOEFL 550 ขึ้นไป

2. สำหรับระดับปริญญาโท สถานศึกษาต้องการคะแนนเฉลี่ยสะสม หรือ GPA ประมาณ 2.5 – 3.0 หรือ ใกล้เคียง คะแนน TOEFL ประมาณ 550 – 600 ในกรณีที่ได้คะแนนไม่ถึงตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด นักศึกษาอาจสมัครเข้าเรียนภาษาในมหาวิทยาลัยที่ต้องการจะเข้าศึกษาในช่วงเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายน เมื่อเรียนภาษา ไปประมาณ 4 – 5 เดือนแล้ว มหาวิทยาลัยก็จะรู้จักนักศึกษาดีขึ้น จะช่วยให้การสมัครเข้าศึกษาทำได้ง่ายขึ้น
ส่วนการสมัครเข้าศึกษาวิชาบริหารธุรกิจในระดับปริญญาโท หรือ MBA นั้น นักศึกษาไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ในการทำงานแต่ต้องมีคะแนน TOEFL 550 – 600 โดยเฉลี่ยสถานศึกษาจะรับคะแนน TOEFL ประมาณ 570 ส่วนคะแนน GMAT โดยเฉลี่ย 550

สำหรับผู้ที่ต้องการไปเรียนภาษาก่อน สามารถสมัครได้ทั้งในสถาบันภาษาของเอกชนและรัฐบาล สำหรับสถาบันภาษาของเอกชน กระทรวงศึกษาธิการของประเทศแคนาดา เป็นผู้ควบคุมดูแล จึงมีมาตรฐาน เท่าเทียม กันทั้ง ของรัฐและเอกชน จะแตกต่างกันที่ค่าเล่าเรียน และหลักสูตรเท่านั้น เช่น สถาบัน ภาษาของเอกชน จะเปิดรับ ทุกเดือน ตลอดปี และมักจะเปิดเรียนในวันจันทร์แรกของเดือน แต่สถาบันภาษาในมหาวิทยาลัยจะเปิดเรียนเป็นช่วงๆ เท่านั้น

นอกจากนี้บางสาขาวิชา เช่น สาขาแพทยศาสตร์หรือนิติศาสตร์ จะไม่เปิดรับนักศึกษาต่างชาติเข้ารับการศึกษา ในหลักสูตรปริญญาวิชาชีพในระดับแรก เนื่องจากมีการจำกัดจำนวนผู้เข้าเรียน และนักศึกษาแคนาดาเองก็สมัครเข้าศึกษาเป็นจำนวนมาก จึงไม่สามารถเปิดรับสมัครนักศึกษาต่างชาติ เข้าเรียนได้ แต่สำหรับการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาหรือปริญญาโทขึ้นไปนั้นไม่มีข้อจำกัด สำหรับนักศึกษาต่างชาติ

ปีการศึกษา

การรับเข้าเรียน มี 2 ช่วง คือ เดือนกันยายน และต้นเดือนมกราคม / ต้นเดือนกุมภาพันธ์ แต่โรงเรียนบางแห่งจะยืดหยุ่นให้กับนักเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาต่างชาติในการรับสมัครเรียน ซึ่งอาจเปิดรับตลอดปีหรือปีหนึ่งหลายๆ ครั้งก็ได้ ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงเรียนนักเรียนต่างชาติที่สนใจและต้องการข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาในระดับประถม และมัธยม หากต้องการศึกษาในโรงเรียนรัฐบาลควรติดต่อไปยังกระทรวงศึกษาที่รับผิดชอบ เกี่ยวกับการรับนักเรียนต่างชาติเข้าศึกษา หรือนักเรียนจะติดต่อโดยตรงไปยังสำนักงานกลาง ของแต่ละโรงเรียน เพื่อขอรับใบสมัครรวมทั้งระเบียบการต่างๆ ในการสมัครเข้าเรียนได้

Application Deadline = 2 – 5 เดือนก่อนวันเปิดเรียน

เอกสารที่ใช้ในการสมัครสถานศึกษา

  1. ใบแสดงผลการศึกษาฉบับจริง (Official Transcript) จากโรงเรียนที่สำเร็จการศึกษาในประเทศไทยปีล่าสุด
  2. ใบสมัครที่กรอกเรียบร้อยแล้ว
  3. บางโรงเรียนอาจต้องการจดหมายรับรองจากสถานศึกษาในประเทศไทยด้วย
  4. ค่าธรรมเนียมในการสมัคร

ในโรงเรียนรัฐบาลจะไม่มีหอพักนักเรียน นักเรียนจะต้องหาที่พักเอง แต่โรงเรียนบางแห่งจะมีคณะกรรมการคอยดูแล หาที่พักให้กับนักเรียนต่างชาติ โดยอาจจะจัดให้พักกับครอบครัวชาวแคนาดา ในท้องถิ่นนั้น และนักเรียนจ่ายค่าที่พักเป็นรายเดือน

นอกจากนักเรียนไทยจะมีโอกาสเข้าศึกษาในโรงเรียนรัฐบาลของประเทศแคนาดาแล้ว ก็สามารถสมัครเข้าศึกษาในโรงเรียนเอกชนด้วย แต่การสมัครเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนจะแตกต่างกันออกไป ดังนั้น ผู้สนใจควรติดต่อขอรายละเอียดการสมัครเข้าเรียน ไปยังโรงเรียนโดยตรง สำหรับที่พักในโรงเรียนเอกชนมีหลายรูปแบบ คืออาจเป็นหอพักในโรงเรียนหรือโรงเรียนจัดให้พักกับ ครอบครัวชาวแคนาดา ในท้องถิ่น

การศึกษาต่อจากระดับมัธยมศึกษา

1. Community College หมายถึง สถาบันที่ทำการสอนทักษะทางวิชาชีพต่างๆ เช่น College of Applied Arts and Technology ซึ่งมีอยู่หลายแห่งในแคนาดา สถาบันเหล่านี้มีสาขาวิชาให้เลือกมากมายและค่าธรรมเนียมการศึกษาก็ไม่สูงจนเกินไป ระยะเวลาในการศึกษาประมาณ 3 ปี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจบการศึกษาให้เร็ว หรือผู้ที่มีเวลาน้อยในการเรียน

สาขาวิชาที่เปิดสอนคือ
  • การศึกษาทางด้านศิลปะและเทคโนโลยี
  • หลักสูตรวิชาชีพเพื่อนำไปประกอบอาชีพในด้านการค้าอุตสาหกรรม และหลักสูตรกึ่งวิชาชีพ เช่น บริหารธุรกิจ สาธารณสุขศาสตร์ ศิลปศาสตร์ และสังคมศาสตร์ เป็นต้น
  • หลักสูตรการศึกษาสำหรับพัฒนาทักษะในการเรียน การใช้ภาษาทั้งภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส

โดยทั่วๆ ไป หลักสูตรประกาศนียบัตรและอนุปริญญาจะมีการเรียนการสอนในระดับวิทยาลัยเท่านั้น ไม่มีการศึกษา ระดับนี้ที่ มหาวิทยาลัยบางหลักสูตรสามารถเทียบโอนไปยังมหาวิทยาลัยบางแห่งได้ การเทียบโอนแต่ละที่จะมีระเบียบการโอน แตกต่างกันไป ดังนั้นนักศึกษาโปรดตรวจสอบไปยังมหาวิทยาลัยที่จะทำการเทียบโอนหน่วยกิตด้วยตนเอง โดยต้องส่ง curriculum (หลักสูตรการศึกษา) และ Course description (รายละเอียดวิชา) ไปด้วย

2. มหาวิทยาลัย (University)

ภาคแรก จากเดือนกันยายน ถึงเดือนธันวาคม
ภาคที่สอง จากเดือนมกราคม ถึงเดือนเมษายน

และมหาวิทยาลัยบางแห่งเปิดภาคฤดูร้อน (Summer) (พฤษภาคม / กรกฎาคม / สิงหาคม) นักศึกษาแดนาดาส่วนใหญ่จะไม่นิยมเรียนในช่วงหยุดภาคฤดูร้อน

วันหยุด เทศกาลคริสต์มาส วันที่ 24 ธันวาคม - 2 มกราคม และหยุดอีก 2 ครั้งคือ ในเดือนตุลาคม และเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อให้นักศึกษาเตรียมตัวสอบ

การสมัครเข้าศึกษาต่อ

การสมัครเข้าศึกษาระดับปริญญาตรี
  • General Requirement (คุณสมบัติทั่วไป) คือ ได้รับประกาศนียบัตร GCSE และ GCE “A” Level ในรูปแบบใดแบบหนึ่งดังต่อไปนี้

  • แบบ 5 วิชา GCSE 3 วิชา + “A” level 2 วิชาแบบ 5 วิชา GCSE 3 วิชา + “A” level 2 วิชา
    แบบ 4 วิชา GCSE 1 วิชา + “A” level 3 วิชา
  • Course Requirement เป็นการกำหนดคุณสมบัติที่แคบลง สำหรับผู้จะสมัครในสาขาวิชา ต่างๆ เช่น จะสมัครเข้าเรียนในสาขาวิชาวิศวกรรมโยธา จะกำหนดว่าจะต้องสอบ A – Level วิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี และ GCSE วิชาภาษาอังกฤษ ในการสมัครเข้าศึกษาวิชา เดียวกันแต่ต่างมหาวิทยาลัยก็อาจจะกำหนด คุณสมบัติเฉพาะแตกต่างกัน
  • อายุของผู้สมัครในบางสถาบันจะกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้สมัคร โดยปกติจะกำหนด ไว้อย่างต่ำ 17 ปี บางแห่งอาจกำหนด 18 ปี

วิธีการสมัคร

  • ผู้สมัครต้องสมัครผ่านองค์กรกลาง คือ UCAS (Universities Central Admission System) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รวม The Universities Central Council on Admission (UCCA และ Polytechnics Central Admissions System (PCAS) เดินเข้าด้วยกัน จะเริ่มใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2537 เป็นต้นไป
  • ผู้สมัครสามารถเลือกสถานศึกษาได้ 8 แห่ง ตามลำดับความต้องการ ต้องยื่นใบสมัคร ระหว่างวันที่ 1 กันยายน ถึง 15 ธันวาคม สำหรับการเข้าศึกษาในปีถัดไป ยกเว้น Oxford University & Cambridge University ซึ่งต้องผ่านการสอบ Entrance ที่มหาวิทยาลัยจัดเอง และจะต้องสมัครก่อนวันที่ 15 ตุลาคม

การสมัครในระดับปริญญาตรีสำหรับนักเรียนไทยที่จบ ม.6

นักเรียนไทยที่สำเร็จ ม.6 แล้ว ยังไม่สามารถสมัครเข้ามหาวิทยาลัย ระบบ สหราชอาณาจักรได้ เนื่องจากการสมัครต้องใช้ผลการสอบ GCSE และ GCE “A” Level แต่ทางสหราชอาณจักร เทียบคุณวุฒิ ม.6 ของไทยเท่ากับ GCSE นักเรียนมีโอกาสไปศึกษา โดยใช้ทางเลือกใดทางเลือกหนึ่ง ดังต่อไปนี้

  1. ไปศึกษา GCE “A” Level สถานศึกษาประเภท Tutorial College และสอบ GCE “A”Level ให้ได้ 2 – 3 วิชา ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี ทางเลือกวิธีนี้ ทำให้นักเรียนเสียเวลาเรียนมากแต่นักเรียนสามารถใช้วุฒิดังกล่าวสมัครมหาวิทยาลัย ในสหราชอาณาจักรได้ทุกแห่ง ทั้งนี้สถานศึกษาจะตอบรับหรือไม่ขึ้นอยู่กับคะแนน ผลการสอบ “A” level
  2. เรียนหลักสูตร Foundation Year หรือ Access หรือ Bridging Course ใช้เวลาศึกษาประมาณ 1 ปี หลักสูตรดังกล่าวสถานศึกษาหลายแห่ง ในสหราชอาณาจักรจัดเป็นหลักสูตรพิเศษ สำหรับนักศึกษาต่างชาติ (ที่มีระบบการศึกษาแตกต่างจากระบบการศึกษาของสหราชอาณาจักร) เพื่อเตรียม ความ พร้อมด้านภาษาอังกฤษ และวิชาการให้แก่นักเรียนต่างชาติในการที่จะเข้า ศึกษา ระดับปริญญาตรี โดยไม่ต้องสอบ GCE “A” Level หากสอบผ่านหลักสูตรนี้แล้ว มหาวิทยาลัย College of Higher Education บางแห่งก็จะรับเข้าศึกษา ในระดับปริญญาตรีต่อไปให้

การศึกษาในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรี (Post – Graduate Course)

  1. Post – Graduate Certificate / Diploma หลักสูตร 9 เดือน ถึง 1 ปี รับผู้สำเร็จปริญญาตรี Master degree หลักสูตร 1 – 2 ปี รับผู้สำเร็จปริญญาตรีที่มีผลการเรียนดี ปริญญาที่ ให้ ได้แก่ M.Sc., M.A., M.BA., B.Phil (มหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่งรับปริญญาตรีเกียรตินิยม)
  2. Doctoral Degree หลักสูตรการทำวิจัย ใช้เวลา 3 ปี ปริญญาที่ให้ คือ Doctor of Philosophy (Ph.D. / D / Phil) มหาวิทยาลัยส่วนมาก รับผู้ผ่านการศึกษา หลักสูตร M.Phil

การสมัครเข้าศึกษาในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรี (Post – Graduate Course)

ระดับนี้นักศึกษาต้องสมัครโดยตรงไปยังมหาวิทยาลัยที่สนใจ ซึ่งปกติจะเปิดรับสมัคร เพียงปีละ 1 ครั้ง และไม่มีกำหนด deadline ในการสมัครไว้ ยิ่งสมัครเร็วเท่าใด ก็จะมีโอกาสได้รับการตอบรับมากขึ้น จึงควรสมัครล่วงหน้าก่อนเปิดภาคเรียน (เดือนตุลาคม ของทุกปี) ประมาณ 6 – 12 เดือน

เอกสารที่ใช้ประกอบการสมัคร

  1. Transcript
  2. ผลสอบ IELTS 6.0 – 6.5 หรือ TOEFL 500 – 550 หรือ Cambridge Proficiency
  3. Letter of Recommendation จากอาจารย์ 2 ท่าน
  4. Bank Statement ของผู้ปกครอง (สำหรับนักเรียนในความดูแลของ ก.พ. ใช้หนังสือรับรองของสำนักงาน ก.พ. แทน)
  5. เรียงความประวัติส่วนตัวและโครงการอาชีพในอนาคต ตลอดจนประสบการณ์ ในการทำงาน
  6. สำหรับสาขา MBA สถานศึกษาบางแห่งต้องการ GMAT และประสบการณ์ ในการทำงาน

ภาคการศึกษาของสถานศึกษาทุกระดับในประเทศอังกฤษ

เริ่มต้นภาคแรกในราวปลายเดือนกันยายน หรือต้นเดือนตุลาคมของปีหนึ่งและสิ้นสุดราวปลายเดือนมิถุนายน หรือต้นเดือนกรกฎาคมของปีถัดไป ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ภาค คือ
ภาคต้น (Autumn Term) ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน ถึงกลางเดือนธันวาคม
ภาคกลาง (Spring Term) ตั้งแต่กลางเดือนมกราคม ถึงปลายเดือนมีนาคา
ภาคปลาย (Summer Term) ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน ถึงต้นเดือนกรกฎาคม

สำหรับการรับนักศึกษาใหม่ของสถาบันการศึกษาของรัฐ ในทุกระดับชั้น จะรับเฉพาะในภาคต้น (Autumn Term) เท่านั้น ยกเว้นในหลักสูตรสูงกว่าปริญญาตรี ถ้าเป็นหลักสูตรที่ศึกษา โดยการทำการวิจัย (by research) ก็อาจรับเข้าศึกษาในภาคการศึกษาอื่นๆ ได้ด้วย

 



Education Abroad Co., Ltd.
KU Mini Shop (บริเวณโรงอาหารกลาง 1) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 50 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ (081) 836-4042, (089) 199-2286 แฟกซ์ (02) 940-6961 E-mail : info@e-abroad.com